ปัญหาผิวพัง สิวอุดตันบุก รอยดำฝังลึก และหน้าหมองคล้ำจนแต่งหน้าไม่ติดใช่ไหมครับ? หลายคนพยายามประโคมสกินแคร์ราคาแพง ทั้งทา ทั้งมาสก์ แต่สิวเสี้ยนก็ยังอยู่ รูขุมขนยังกว้าง แถมบางทีหน้าแห้งลอกจนแสบแดง ยิ่งรักษาก็เหมือนยิ่งทำร้ายผิว เพราะเลือกส่วนผสมไม่ตรงกับจุดที่ต้องการแก้ไข
ถึงเวลาหยุดวงจรผิวพังแล้วมาทำความรู้จักกับ “กรดผลัดเซลล์ผิว” สองตัวท็อปของวงการ บทความนี้จะสรุปให้ชัดเจนไปเลยว่า BHA กับ AHA ต่างกันยังไง เพื่อให้คุณหยิบสกินแคร์ขวดต่อไปมาใช้กู้หน้าใสได้ตรงจุด แบบไม่ทำร้ายเกราะป้องกันผิว!
สรุปตารางเปรียบเทียบ BHA กับ AHA แบบเข้าใจง่าย
| คุณสมบัติหลัก | AHA (Alpha Hydroxy Acids) | BHA (Beta Hydroxy Acids) |
| การละลาย | ละลายในน้ำ (Water-soluble) | ละลายในน้ำมัน (Oil-soluble) |
| จุดเด่นการทำงาน | สลายกาวยึดเกาะเซลล์ผิว “บนผิวชั้นนอก” | ซึมลึกทะลวงความมัน “ในรูขุมขน” |
| ปัญหาผิวที่ตอบโจทย์ | ผิวหมองคล้ำ, รอยดำรอยแดง, ริ้วรอยตื้นๆ | สิวอุดตัน, สิวเสี้ยน, รูขุมขนกว้าง, ผิวมัน |
| สภาพผิวที่เหมาะสม | ผิวแห้ง, ผิวธรรมดา, ผิวมีอายุ | ผิวมัน, ผิวผสม, ผิวเป็นสิวง่าย |
| ตัวอย่างสารสกัด | Glycolic Acid, Lactic Acid, Mandelic Acid | Salicylic Acid (ที่นิยมใช้มากที่สุด) |
AHA คืออะไร? กุญแจสู่ผิวสว่างกระจ่างใส
AHA หรือ Alpha Hydroxy Acids คือกรดผลัดเซลล์ผิวที่มักสกัดมาจากธรรมชาติ เช่น ผลไม้วิตามินสูง นม หรือน้ำตาล
คุณสมบัติเด่นของ AHA คือการ “ละลายในน้ำ” ทำให้มันทำงานได้ดีเยี่ยมบริเวณ “ผิวชั้นบนสุด” (Epidermis)
หน้าที่หลักของ AHA คือการเข้าไปละลายพันธะที่ยึดเกาะเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดลอกออกอย่างอ่อนโยน ช่วยเผยผิวใหม่ที่กระจ่างใส เรียบเนียน และยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวได้อีกด้วย

ข้อดีที่ทำให้ AHA ยืนหนึ่ง
- ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ: ลดเลือนรอยฝ้า กระตื้นๆ และจุดด่างดำจากสิว
- เพิ่มความชุ่มชื้น: สารกลุ่ม AHA บางชนิด (เช่น Lactic Acid) มีคุณสมบัติดึงน้ำเข้าสู่ผิว
- ลดริ้วรอยแรกเริ่ม: เมื่อผิวชั้นนอกเรียบเนียน ริ้วรอยตื้นๆ จึงดูจางลง
BHA คืออะไร? มือปราบสิวอุดตันและรูขุมขนกว้าง
BHA หรือ Beta Hydroxy Acids (ที่วงการสกินแคร์รู้จักกันดีในชื่อ Salicylic Acid) คือกรดสังเคราะห์ที่มีโครงสร้างต่างจาก AHA เล็กน้อย
จุดเด่นที่ทำให้ BHA แตกต่างอย่างสิ้นเชิงคือการ “ละลายในน้ำมัน” ด้วยความสามารถนี้ BHA จึงไม่ได้ทำงานแค่บนผิวด้านนอก แต่สามารถซึมลึกทะลุชั้นน้ำมัน (Sebum) เข้าไปทำความสะอาดสิ่งสกปรกที่อุดตันอยู่ “ภายในรูขุมขน” ได้โดยตรง

ข้อดีที่ทำให้ BHA ตอบโจทย์คนเป็นสิว
- ละลายหัวสิวอุดตัน: สลายไขมันและเซลล์ผิวเสื่อมสภาพที่เกาะตัวกันในรูขุมขน
- ลดการอักเสบ: มีฤทธิ์ช่วยปลอบประโลมผิวและต้านเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดสิว
- กระชับรูขุมขน: เมื่อรูขุมขนสะอาด ไม่มีสิ่งอุดตันขยายขนาด รูขุมขนจึงดูเล็กลง
วิธีเลือกใช้ BHA กับ AHA ให้ตอบโจทย์ปัญหาผิว
เพื่อไม่ให้ผิวระคายเคือง ลองเช็คสภาพผิวของคุณตาม Guideline ด้านล่างนี้ครับ
1. ทีมผิวแห้ง หมองคล้ำ มีรอยสิว (แนะนำให้ใช้ AHA)
หากคุณไม่มีปัญหาสิวอุดตันกวนใจ แต่ผิวดูหยาบกร้าน สีผิวไม่สม่ำเสมอ หรือมีรอยดำรอยแดงทิ้งไว้หลังสิวหาย
AHA คือคำตอบของคุณ เพราะจะช่วยลอกเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วออก เผยผิวสว่างใส พร้อมคงความชุ่มชื้นไว้บนผิว
2. ทีมผิวมัน เป็นสิวอุดตันง่าย (แนะนำให้ใช้ BHA)
หากหน้าคุณมันเยิ้มระหว่างวัน จับไปแล้วสากมือเพราะสิวผด สิวเสี้ยน และมีสิวอุดตันรอวันอักเสบอยู่เต็มไปหมด
BHA คือฮีโร่ของคุณ เพราะสามารถทะลวงเข้าไปทำความสะอาดไขมันในรูขุมขน ตัดวงจรสิวซ้ำซากตั้งแต่ต้นตอ
3. ข้อควรระวังและการใช้ร่วมกัน (Routine Integration)
- ห้ามใจร้อนใช้พร้อมกัน: ไม่ควรทา AHA และ BHA ในขั้นตอนเดียวกัน (Layering) เพราะกรดที่เข้มข้นเกินไปจะทำลายเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier)
- เทคนิคสลับวันใช้ (Skin Cycling): หากต้องการผลลัพธ์ทั้งสองแบบ แนะนำให้ใช้สลับวันกัน เช่น จันทร์/พุธ/ศุกร์ ใช้ BHA ส่วน อังคาร/พฤหัสฯ ใช้ AHA
- มัสต์แฮฟไอเทม (Must-have): การผลัดเซลล์ผิวทำให้ผิวไวต่อแสงแดดมากขึ้น “ต้องทาครีมกันแดด” ปริมาณ 2 ข้อนิ้วเป็นประจำทุกเช้าอย่างเด็ดขาด

สรุปส่งท้าย: กุญแจสำคัญคือ “ความพอดี”
มาถึงตรงนี้ คุณคงได้คำตอบแล้วว่า BHA กับ AHA ต่างกันยังไง สรุปสั้นๆ คือ AHA เคลียร์ผิวชั้นนอกให้กระจ่างใส ส่วน BHA มุดเข้าไปเคลียร์สิวอุดตันในรูขุมขน เคล็ดลับที่สำคัญที่สุดของการใช้กรดผลัดเซลล์ผิว คือการเริ่มต้นจากความเข้มข้นต่ำๆ และสังเกตปฏิกิริยาของผิวตัวเองเสมอ อย่าลืมบำรุงด้วยมอยส์เจอไรเซอร์เพื่อเสริมชั้นผิวให้แข็งแรงควบคู่ไปด้วยนะครับ
แล้วตอนนี้… เมื่อมองดูกระจก คุณคิดว่าผิวของคุณกำลังส่งสัญญาณว่าต้องการการดูแลจาก AHA หรือ BHA มากกว่ากันครับ?

